- Home
- Blog
- ความรู้ทั่วไป
- สระว่ายน้ำ 4×8 เมตร ใช้ปั๊มกี่ HP? เลือกปั๊มและเครื่องกรองขนาดไหนให้เหมาะสม
สระว่ายน้ำ 4×8 เมตร ใช้ปั๊มกี่ HP? เลือกปั๊มและเครื่องกรองขนาดไหนให้เหมาะสม
การสร้างสระว่ายน้ำขนาด 4×8 เมตร เป็นขนาดที่ได้รับความนิยมสำหรับบ้านพักอาศัย เพราะเหมาะสำหรับการว่ายน้ำ ออกกำลังกาย และพักผ่อนภายในครอบครัว แต่หนึ่งในคำถามสำคัญที่เจ้าของบ้านมักสงสัยก่อนติดตั้งระบบสระว่ายน้ำคือ “สระขนาด 4×8 เมตร ควรใช้ปั๊มกี่แรงม้า และเครื่องกรองน้ำขนาดเท่าไหร่?”
หลายคนอาจคิดว่าการเลือกปั๊มสระว่ายน้ำสามารถดูจากขนาดสระแล้วกำหนดแรงม้าได้ทันที แต่ในความเป็นจริง การเลือกปั๊มและเครื่องกรองน้ำที่เหมาะสมจำเป็นต้องพิจารณาหลายปัจจัย ทั้งปริมาตรน้ำ ระยะเวลาการหมุนเวียนน้ำ อัตราการไหล และความต้านทานภายในระบบท่อ เพราะระบบสระว่ายน้ำที่มีประสิทธิภาพ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการใช้ปั๊มที่มีกำลังสูงที่สุด แต่ขึ้นอยู่กับการเลือกอุปกรณ์ให้ทำงานสอดคล้องกัน เพื่อให้น้ำสะอาด ระบบทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และช่วยลดการใช้พลังงานในระยะยาว
สระว่ายน้ำ 4×8 เมตร ต้องใช้ปั๊มขนาดเท่าไหร่?
สำหรับสระว่ายน้ำขนาด 4×8 เมตร ที่มีความลึกเฉลี่ย 1.4 เมตร จะมีปริมาตรน้ำประมาณ 44,800 ลิตร หรือประมาณ 45 ลูกบาศก์เมตร หากกำหนดระยะเวลาการหมุนเวียนน้ำหนึ่งรอบ (Turnover Time) ไว้ที่ 6–8 ชั่วโมง จะต้องการอัตราการไหลของน้ำผ่านระบบกรองเบื้องต้นประมาณ 5.6–7.5 ลูกบาศก์เมตรต่อชั่วโมง (m³/hr)
อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวยังไม่สามารถระบุได้ทันทีว่าต้องใช้ปั๊มขนาด 1 HP หรือ 1.5 HP เนื่องจากปั๊มแต่ละรุ่นมีความสามารถในการส่งน้ำแตกต่างกัน แม้จะมีกำลังมอเตอร์เท่ากันก็ตาม การเลือกปั๊มที่ถูกต้องจึงต้องเริ่มจากการคำนวณปริมาณน้ำและอัตราการไหลที่ต้องการ ก่อนพิจารณาขนาดแรงม้าของปั๊ม
1. คำนวณปริมาตรน้ำในสระว่ายน้ำก่อนเลือกปั๊ม
ขั้นตอนแรกของการเลือกปั๊มและเครื่องกรอง คือการคำนวณปริมาตรน้ำภายในสระ เพื่อให้ทราบว่าระบบต้องรองรับน้ำทั้งหมดเท่าไหร่ สำหรับสระว่ายน้ำทรงสี่เหลี่ยมทั่วไป สามารถคำนวณได้จากสูตร
ปริมาตรน้ำ = ความกว้าง × ความยาว × ความลึกเฉลี่ย
ตัวอย่างสระว่ายน้ำขนาด 4×8 เมตร ลึกเฉลี่ย 1.4 เมตร
4 × 8 × 1.4 = 44.8 ลูกบาศก์เมตร หรือประมาณ 44,800 ลิตร
แต่หากความลึกของสระเปลี่ยนไป ปริมาตรน้ำก็จะเปลี่ยนตามไปด้วย เช่น
| ความลึกเฉลี่ยของสระ | ปริมาตรน้ำโดยประมาณ |
|---|---|
| 1.2 เมตร | 38,400 ลิตร |
| 1.4 เมตร | 44,800 ลิตร |
| 1.5 เมตร | 48,000 ลิตร |
จะเห็นได้ว่าสระที่มีความกว้างและความยาวเท่ากัน อาจมีปริมาณน้ำแตกต่างกันหลายพันลิตร ขึ้นอยู่กับความลึกของสระ ดังนั้นการนำขนาดสระเพียงอย่างเดียวมาใช้เลือกปั๊มจึงอาจทำให้ได้อุปกรณ์ที่ไม่เหมาะสม สำหรับสระที่มีรูปทรงพิเศษ มีขั้นบันได หรือมีระดับความลึกหลายช่วง ควรคำนวณปริมาตรน้ำตามรูปทรงจริงเพื่อความแม่นยำ
2. Turnover Time คืออะไร และเกี่ยวข้องกับขนาดปั๊มอย่างไร?
เมื่อทราบปริมาตรน้ำแล้ว ขั้นตอนต่อมาคือการกำหนดระยะเวลาที่ระบบจะใช้ในการหมุนเวียนน้ำผ่านเครื่องกรอง หรือที่เรียกว่า Turnover Time ซึ่งหมายถึงระยะเวลาที่ระบบใช้ในการหมุนเวียนน้ำในปริมาตรเทียบเท่ากับน้ำทั้งหมดในสระผ่านระบบกรองหนึ่งรอบ
สำหรับสระว่ายน้ำส่วนตัว สามารถใช้ระยะเวลา 6–8 ชั่วโมงต่อรอบเป็นสมมติฐานเบื้องต้นในการคำนวณ โดยระยะเวลาที่เหมาะสมจริงต้องพิจารณาร่วมกับการใช้งาน ระบบบำบัดน้ำ และข้อกำหนดที่เกี่ยวข้อง สูตรคำนวณคือ
Required Flow = Pool Volume ÷ Turnover Time
ตัวอย่างสระว่ายน้ำที่มีปริมาตรน้ำประมาณ 45 ลูกบาศก์เมตร หากต้องการหมุนเวียนน้ำหนึ่งรอบภายใน 6 ชั่วโมง จะต้องมีอัตราการไหลประมาณ 7.5 m³/hr แต่หากกำหนดระยะเวลาเป็น 8 ชั่วโมง จะต้องมีอัตราการไหลประมาณ 5.6 m³/hr ดังนั้นสำหรับสระว่ายน้ำตัวอย่างนี้ อัตราการไหลเบื้องต้นที่ใช้ในการออกแบบระบบกรองจะอยู่ที่ประมาณ 5.6–7.5 m³/hr
อย่างไรก็ตาม การหมุนเวียนน้ำครบหนึ่งรอบไม่ได้หมายความว่าน้ำทุกส่วนในสระผ่านเครื่องกรองครบหนึ่งครั้ง และการรักษาคุณภาพน้ำยังต้องอาศัยระบบฆ่าเชื้อและการดูแลค่าคุณภาพน้ำที่เหมาะสมร่วมด้วย
3. ปั๊มสระว่ายน้ำ 1 HP หรือ 1.5 HP เลือกแบบไหนดี?
หนึ่งในความเข้าใจผิดที่พบบ่อยคือ ปั๊มที่มีแรงม้าสูงกว่าจะสามารถกรองน้ำได้ดีกว่าเสมอ ความจริงแล้ว HP (Horsepower) เป็นหน่วยที่ใช้ระบุกำลังของมอเตอร์ แต่ไม่ได้บ่งบอกโดยตรงว่าปั๊มจะสามารถส่งน้ำได้มากเพียงใดเมื่อติดตั้งเข้ากับระบบสระว่ายน้ำจริง
ปัจจัยสำคัญที่ต้องพิจารณาควบคู่กันคือ TDH (Total Dynamic Head) หรือความสูงส่งรวมเชิงพลศาสตร์ของระบบ ซึ่งสะท้อนความต้านทานที่ปั๊มต้องเอาชนะขณะทำงาน ความต้านทานดังกล่าวเกิดขึ้นได้จากหลายปัจจัย เช่น ความยาวและขนาดท่อ จำนวนข้องอ วาล์ว เครื่องกรองน้ำ รวมถึงอุปกรณ์เพิ่มเติมอย่าง Salt Chlorinator, UV และ Heat Pump
เมื่อความต้านทานในระบบสูงขึ้น อัตราการไหลที่ปั๊มสามารถส่งได้ก็อาจลดลง ตัวอย่างเช่น ปั๊มรุ่นหนึ่งอาจส่งน้ำได้ 12 m³/hr เมื่อทำงานในระบบที่มีความต้านทานต่ำ แต่เมื่อความต้านทานสูงขึ้น อัตราการไหลอาจลดเหลือเพียง 8 m³/hr
ด้วยเหตุนี้ การเลือกปั๊มจึงต้องตรวจสอบ Pump Curve ซึ่งเป็นกราฟแสดงความสัมพันธ์ระหว่างอัตราการไหลและ Head ของปั๊มแต่ละรุ่น เพื่อให้แน่ใจว่าปั๊มสามารถส่งน้ำได้ตามอัตราที่ระบบต้องการ
สำหรับสระว่ายน้ำขนาด 4×8 เมตรในตัวอย่างนี้ อาจพิจารณาปั๊มที่สามารถให้อัตราการไหลประมาณ 7.5–10 m³/hr ณ TDH ที่คำนวณได้จริง ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการออกแบบระบบและอุปกรณ์ที่ติดตั้ง จึงไม่สามารถสรุปว่าปั๊ม 1 HP หรือ 1.5 HP เหมาะสมกว่าได้จากแรงม้าเพียงอย่างเดียว
4. เครื่องกรองสระว่ายน้ำ (Pool Filter) ควรใช้ขนาดเท่าไหร่?
นอกจากการเลือกปั๊มแล้ว เครื่องกรองน้ำก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน เพราะเป็นอุปกรณ์ที่ทำหน้าที่ดักจับสิ่งสกปรกและอนุภาคแขวนลอยในน้ำ ช่วยให้น้ำในสระมีความใสสะอาด การเลือกเครื่องกรองควรพิจารณาให้สัมพันธ์กับอัตราการไหลของปั๊ม โดยเครื่องกรองต้องสามารถรองรับปริมาณน้ำที่ไหลผ่านได้อย่างเหมาะสม
ตัวอย่างเช่น หากระบบต้องการอัตราการไหลประมาณ 7.5 m³/hr ก็ควรเลือกเครื่องกรองที่มีอัตราการไหลสำหรับการกรองตามคำแนะนำของผู้ผลิตรองรับระดับดังกล่าว โดยไม่เลือกเครื่องกรองที่มีขนาดเล็กเกินไป ข้อมูลสำคัญที่ควรตรวจสอบก่อนเลือกเครื่องกรอง ได้แก่ อัตราการไหลที่แนะนำ พื้นที่หน้าตัดของเครื่องกรอง ชนิดและปริมาณสารกรอง รวมถึงอัตราการไหลที่จำเป็นสำหรับการล้างย้อน
หากปั๊มมีขนาดใหญ่เกินไปเมื่อเทียบกับเครื่องกรอง อาจทำให้น้ำไหลผ่านสารกรองด้วยความเร็วสูงเกินข้อกำหนด ส่งผลให้ประสิทธิภาพการกรองลดลง และอาจเพิ่มภาระหรือความดันภายในระบบ
ดังนั้น Pump และ Filter ควรได้รับการเลือกให้เหมาะสมกันตั้งแต่ขั้นตอนการออกแบบ แทนการเลือกอุปกรณ์แต่ละชิ้นแยกจากกัน
5. ทำไมต้องคำนึงถึง Backwash เมื่อเลือกปั๊มและเครื่องกรอง?
อีกหนึ่งปัจจัยที่หลายคนมองข้ามคือการล้างย้อนเครื่องกรอง หรือ Backwash สำหรับเครื่องกรองทรายและเครื่องกรองสารกรองบางประเภท การ Backwash เป็นกระบวนการให้น้ำไหลย้อนผ่านชั้นสารกรอง เพื่อชะล้างสิ่งสกปรกที่สะสมอยู่ภายในเครื่องกรองออกจากระบบ
ในบางรุ่น อัตราการไหลที่ใช้สำหรับการ Backwash อาจสูงกว่าอัตราการไหลที่ใช้กรองน้ำตามปกติ ตัวอย่างเช่น ระบบอาจต้องการอัตราการไหลสำหรับการกรองประมาณ 7–8 m³/hr แต่เครื่องกรองรุ่นที่เลือกอาจกำหนดให้ใช้อัตราการไหลสำหรับการ Backwash สูงกว่านั้น จึงจำเป็นต้องตรวจสอบข้อกำหนดของผู้ผลิต เพื่อให้มั่นใจว่าปั๊มสามารถรองรับการทำงานทั้งสองรูปแบบได้อย่างเหมาะสม
หนึ่งในทางเลือกที่น่าสนใจคือ Variable Speed Pump หรือปั๊มปรับรอบความเร็วได้ ซึ่งสามารถตั้งค่ารอบการทำงานให้เหมาะกับกิจกรรมที่แตกต่างกัน เช่น ใช้รอบต่ำสำหรับการหมุนเวียนน้ำตามปกติ และเพิ่มรอบเมื่อจำเป็นต้องล้างย้อนเครื่องกรอง
การปรับรอบการทำงานให้เหมาะสมยังช่วยลดการใช้พลังงานได้ โดยเฉพาะระบบที่มีการหมุนเวียนน้ำหลายชั่วโมงต่อวัน ทั้งนี้ต้องรักษาอัตราการไหลขั้นต่ำที่อุปกรณ์ต่าง ๆ กำหนด
6. หากใช้ระบบเกลือ Salt Chlorinator ต้องเลือกปั๊มอย่างไร?
สำหรับสระว่ายน้ำที่ติดตั้งระบบเกลือ หรือ Salt Chlorinator นอกจากการเลือกปั๊มและเครื่องกรองแล้ว ยังต้องพิจารณาอัตราการไหลและกำลังการผลิตคลอรีนของเครื่องผลิตคลอรีนด้วย Salt Chlorinator ทำหน้าที่ผลิตคลอรีนจากเกลือที่ละลายอยู่ในน้ำ ด้วยกระบวนการอิเล็กโทรลิซิส (Electrolysis) เพื่อช่วยฆ่าเชื้อและรักษาคุณภาพน้ำในสระ
เครื่องผลิตคลอรีนแต่ละรุ่นมีข้อกำหนดด้านอัตราการไหลแตกต่างกัน หากอัตราการไหลต่ำหรือสูงเกินช่วงที่ผู้ผลิตกำหนด อาจทำให้อุปกรณ์ทำงานผิดปกติหรือไม่เป็นไปตามเงื่อนไขที่ออกแบบไว้
นอกจากนี้ ยังต้องเลือกกำลังการผลิตคลอรีนให้เหมาะสมกับปริมาตรน้ำ จำนวนผู้ใช้งาน ระยะเวลาทำงาน และปัจจัยที่มีผลต่อความต้องการคลอรีน เช่น แสงแดดและอุณหภูมิ เพราะแม้ปั๊มจะหมุนเวียนน้ำได้อย่างเพียงพอ ก็ไม่ได้หมายความว่าเครื่องผลิตคลอรีนจะสามารถรักษาระดับคลอรีนในน้ำได้อย่างเหมาะสมเสมอไป
7. ตัวอย่างการเลือก Pump และ Filter สำหรับสระว่ายน้ำ 4×8 เมตร
เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น ลองพิจารณาตัวอย่างสระว่ายน้ำส่วนตัวที่มีข้อมูลดังนี้
| รายการ | ข้อมูลตัวอย่าง |
|---|---|
| ขนาดสระ | 4 × 8 เมตร |
| ความลึกเฉลี่ย | 1.4 เมตร |
| ปริมาตรน้ำ | ประมาณ 45 m³ |
| Turnover Time | 6 ชั่วโมง |
| Required Flow | ประมาณ 7.5 m³/hr |
| Pump | พิจารณารุ่นที่ให้ Flow ตามต้องการ ณ TDH จริง |
| Filter | รองรับอัตราการไหลสำหรับการกรองและ Backwash |
| Salt Chlorinator | กำลังผลิตเหมาะกับปริมาตรน้ำและการใช้งาน |
| Pipe Size | ออกแบบให้รองรับ Flow โดยไม่เกิดความสูญเสียแรงดันเกินจำเป็น |
สำหรับตัวอย่างนี้ อาจพิจารณาปั๊มที่มีช่วงอัตราการไหลประมาณ 7.5–10 m³/hr ตามเงื่อนไขการทำงานจริง แต่ยังไม่ควรสรุปขนาดแรงม้าหรือเส้นผ่านศูนย์กลางของเครื่องกรองโดยไม่ตรวจสอบ Pump Curve, TDH และข้อมูลทางเทคนิคของอุปกรณ์
หากเป็นสระที่มีระบบน้ำล้น (Overflow) ระบบหัวพ่นนวด หรืออุปกรณ์เพิ่มเติมที่ต้องใช้อัตราการไหลสูง อาจจำเป็นต้องออกแบบวงจรน้ำหรือระบบปั๊มแยกตามหน้าที่
8. เลือกปั๊มใหญ่เกินไป ส่งผลเสียต่อระบบสระว่ายน้ำหรือไม่?
หลายคนอาจเลือกติดตั้งปั๊มขนาดใหญ่ไว้ก่อน เพราะคิดว่าจะช่วยให้น้ำหมุนเวียนได้ดีและสะอาดขึ้น แต่การใช้ปั๊มที่มีกำลังสูงเกินความจำเป็น อาจทำให้สิ้นเปลืองพลังงาน และทำให้อัตราการไหลสูงเกินกว่าที่เครื่องกรองหรืออุปกรณ์บางประเภทออกแบบไว้
ในทางกลับกัน หากเลือกปั๊มที่มีขนาดเล็กเกินไป หรือส่งน้ำได้น้อยเกินความต้องการ ระบบก็อาจไม่สามารถหมุนเวียนน้ำได้ตามเป้าหมาย ส่งผลต่อประสิทธิภาพการกรองและการกระจายสารฆ่าเชื้อภายในสระ
สิ่งสำคัญจึงไม่ใช่การเลือกปั๊มที่ใหญ่ที่สุดหรือเล็กที่สุด แต่เป็นการเลือกปั๊มที่เหมาะสมกับอัตราการไหลและความต้านทานของระบบ โดยเฉพาะสระว่ายน้ำที่ใช้งานเป็นประจำ การเลือกปั๊มประสิทธิภาพสูงและออกแบบระบบท่ออย่างเหมาะสม สามารถช่วยควบคุมต้นทุนพลังงานในระยะยาวได้
9. คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับปั๊มและเครื่องกรองสระว่ายน้ำ
สระว่ายน้ำ 4×8 เมตร ใช้ปั๊ม 1 HP ได้ไหม?
สามารถใช้ได้ในบางระบบ หากปั๊มรุ่นนั้นสามารถให้อัตราการไหลตามที่ต้องการ ณ TDH จริงของระบบ แต่ไม่สามารถรับประกันได้ว่าปั๊ม 1 HP ทุกยี่ห้อหรือทุกรุ่นจะเหมาะสม
สระว่ายน้ำ 4×8 เมตร ต้องใช้เครื่องกรองขนาดกี่นิ้ว?
ไม่สามารถระบุขนาดเครื่องกรองจากความกว้างและความยาวของสระเพียงอย่างเดียวได้ ควรเลือกจากอัตราการไหลที่ต้องการ พื้นที่กรอง ชนิดสารกรอง และข้อกำหนดของผู้ผลิต โดยตรวจสอบให้สัมพันธ์กับปั๊มทั้งในโหมดกรองและโหมดล้างย้อน
ปั๊มสระว่ายน้ำควรเปิดวันละกี่ชั่วโมง?
ขึ้นอยู่กับปริมาตรน้ำ อัตราการไหลจริง จำนวนผู้ใช้งาน ระบบฆ่าเชื้อ และสภาพแวดล้อมของสระ ตัวอย่างเช่น หากสระมีน้ำ 45 m³ และปั๊มให้อัตราการไหลจริง 7.5 m³/hr จะใช้เวลาประมาณ 6 ชั่วโมงในการหมุนเวียนน้ำหนึ่งรอบตามปริมาตรที่คำนวณ แต่ระยะเวลาเปิดปั๊มที่เหมาะสมในแต่ละวันอาจแตกต่างจากตัวเลขนี้
ปั๊ม Variable Speed ประหยัดไฟกว่าปั๊มทั่วไปหรือไม่?
ปั๊ม Variable Speed สามารถช่วยลดการใช้พลังงานได้เมื่อปรับรอบให้เหมาะกับความต้องการของระบบ โดยเฉพาะการทำงานที่อัตราการไหลต่ำเป็นระยะเวลานาน อย่างไรก็ตาม ผลการประหยัดพลังงานจริงขึ้นอยู่กับรูปแบบการใช้งานและการออกแบบระบบ
Pump และ Filter จำเป็นต้องใช้ยี่ห้อเดียวกันหรือไม่?
ไม่จำเป็นต้องเป็นยี่ห้อเดียวกัน แต่ต้องมีคุณสมบัติทางเทคนิคที่เหมาะสมต่อการทำงานร่วมกัน ทั้งอัตราการไหล ความดันใช้งาน และข้อกำหนดด้านการติดตั้ง
สรุป สระว่ายน้ำ 4×8 เมตร เลือกปั๊มและเครื่องกรองอย่างไรให้คุ้มค่า?
สำหรับสระว่ายน้ำขนาด 4×8 เมตร ที่มีความลึกเฉลี่ย 1.4 เมตร จะมีปริมาตรน้ำประมาณ 45,000 ลิตร และหากกำหนด Turnover Time เบื้องต้นไว้ที่ 6–8 ชั่วโมง จะต้องการอัตราการไหลผ่านระบบกรองประมาณ 5.6–7.5 m³/hr
อย่างไรก็ตาม การเลือกปั๊มไม่ควรพิจารณาจากแรงม้า (HP) เพียงอย่างเดียว แต่ต้องประเมิน TDH และตรวจสอบ Pump Curve ของปั๊ม เพื่อให้มั่นใจว่าสามารถส่งน้ำได้ตามที่ระบบต้องการ ขณะเดียวกัน เครื่องกรองต้องรองรับอัตราการไหลของปั๊มได้อย่างเหมาะสม รวมถึงรองรับการล้างย้อนตามข้อกำหนดของผู้ผลิต
หลักการสำคัญในการเลือกอุปกรณ์คือ เริ่มจากปริมาตรน้ำ กำหนดอัตราการไหล คำนวณความต้านทานของระบบ แล้วจึงเลือกปั๊มและเครื่องกรองให้ทำงานสัมพันธ์กัน
เพราะสระว่ายน้ำที่ดีไม่ได้เกิดจากการใช้อุปกรณ์ที่ใหญ่ที่สุด แต่เกิดจากการออกแบบระบบให้เหมาะสมกับการใช้งานจริง เพื่อให้มีประสิทธิภาพ ดูแลรักษาง่าย และประหยัดพลังงานในระยะยาว
ให้ POOL&SPA ช่วยออกแบบระบบสระว่ายน้ำที่เหมาะกับบ้านของคุณ
การเลือกปั๊มและเครื่องกรองสระว่ายน้ำเป็นเพียงส่วนหนึ่งของการออกแบบระบบสระว่ายน้ำที่มีประสิทธิภาพ เพราะยังต้องพิจารณาระบบหมุนเวียนน้ำ ระบบบำบัดน้ำ ขนาดท่อ และการจัดวางอุปกรณ์ให้เหมาะสมตั้งแต่เริ่มต้น
POOL&SPA Thailand พร้อมให้คำปรึกษาด้านการออกแบบ ก่อสร้าง และติดตั้งระบบสระว่ายน้ำ โดยคำนึงถึงประสิทธิภาพ คุณภาพน้ำ ความสะดวกในการดูแลรักษา และต้นทุนการใช้งานระยะยาว
ไม่ว่าจะเป็นสระว่ายน้ำสำหรับบ้านพักอาศัย โรงแรม หรือโครงการต่าง ๆ การเลือกระบบที่เหมาะสมตั้งแต่วันแรกจะช่วยให้คุณมั่นใจในคุณภาพและประสบการณ์การใช้งานไปอีกยาวนาน
